สารพฤกษเคมี (Phytochemical)
0
สารพฤกษเคมี-Phytochemical-ผลไม้ต้านโรคร้าย

สารพฤกษเคมี (Phytochemical) เคมีธรรมชาติฤทธิ์ต้านโรคร้าย

สารพฤกษเคมี มาจากผักและผลไม้รวมหลายๆชนิด ให้สารอาหารและสารพฤกษเคมีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่ดีที่สุดสำหรับสารต้านอนุมูลอิสระ คนไทยส่วนมากรับประทานผักและผลไม้ได้ไม่เพียงพอในแต่ละวัน จึงอาจจะมีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับต่ำ การบริโภคผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระให้เพียงพอต่อการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้ และผลจากการวิจัยมากมายที่กล่าวว่า สารพฤกษเคมี ออกฤทธิ์ต่อต้านโรคร้าย

สารพฤกษเคมี คืออะไร

สารพฤกษเคมี หรือ ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytochemical หรือ Phytonutrients) หมายถึง สารประกอบทางเคมีที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพพบเฉพาะในพืช สารเคมีกลุ่มนี้เป็นสารที่ทำให้พืชผักผลไม้ชนิดนั้นๆ มีสี กลิ่นหรือรสชาติที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สี ของผักและผลไม้ มีฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งสารพฤกษเคมีที่แบ่งตามกลุ่มสีกลุ่มใหญ่ๆ มี สารพฤกษเคมี 5 สี คือ สารพฤกษเคมีสีแดง, สารพฤกษเคมีสีเขียว, สารพฤกษเคมีสีสีน้ำเงิน/สีม่วง สารพฤกษเคมีสีขาว/สีน้ำตาล และสารพฤกษเคมีสีเหลือง/สีส้ม ที่มีส่วนช่วยในการต่อต้านหรือป้องกันโรคบางชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด และช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี ดูอ่อนเยาว์ ด้วยกลไกที่ออกฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ตัวอย่างการทำงานที่ชัดเจนของสารพฤกษเคมีที่มีฤทธิ์ต่อต้านหรือป้องกันโรคมะเร็ง กลไกการทำงานของสารพฤกษเคมีที่เข้าสู่ร่างกายอาจช่วยให้เอ็นไซม์บางกลุ่มทำงานได้ดีขึ้น เอ็นไซม์บางชนิดทำหน้าที่ทำลายสารก่อมะเร็งที่เข้าสู่ร่างกาย มีผลทำให้สารก่อมะเร็งหมดฤทธิ์ ซึ่งปัจจุบันพบสารพฤกษเคมีแล้วมากกว่า 15,000 ชนิด

งานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์พบว่าสารพฤกษเคมีสร้างประโยชน์ด้วยกลไกการออกฤทธิ์ในรูปแบบต่างๆ ดังนี้

  • การต้านออกซิเดชั่น ทำลายฤทธิ์ของอนุมูลอิสระ
  • การลดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับดีเอ็นเอ เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้สารพฤกษเคมีลดการเกิดโรคมะเร็งได้
  • การเพิ่มภูมิต้านทานโรค
  • การควบคุมการออกฤทธิ์ของฮอร์โมน

งานวิจัยจำนวนมากมีคำแนะนำเกี่ยวกับการทานผักและผลไม้ที่หลากหลาย จากหลายแหล่งที่มาของแต่ภูมิภาค เพื่อการผสมผสานของสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในผักและผลไม้ชนิดต่างๆ หลากชนิดจะให้คุณภาพการต้านอนุมูลอิสระที่ดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระจากแหล่งอาหารเพียงแหล่งเดียว

ประเภทของสารพฤกษเคมี

  • สารแคโรทีนอยด์ (Carotenoids)
  • สารกลูโคไซโนเลท (Glucosinolate) / ไอโซโธโอไซยาเนท (Isothiocynate)
  • สารโพลีฟินอล (Polyphenols) : ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) , อแอนโธไซยานินส์ (Anthocyanins) , สารไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoids) , สารโพรแอนโธไซยานิน (Proanthocyanidins)
  • สารไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens)
  • สารเฟนโนลิก (Phenolics) / สารประกอบซีสติก (Cystic Compound)
  • สารซาโปนินส์ (Saponins)
  • สารไฟโตสเตอรอล (Phytosterol)
  • สารซัลไฟด์ (Sulfide) และสารไธออล (Thiols)

เควอซิทิน (Quercetin)

เควอซิทินกับบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจ เควอซิทินเป็นสารพฤกษเคมีที่อยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ เป็นสารที่ให้ฤทธิ์ในการต้านออกซิเดชั่นสูงที่สุด มีมากในหัวหอม หอมแดง และพืชตระกูลถั่ว ให้ฤทธิ์ในการป้องกันการอักเสบ ป้องกันแบคทีเรีย และไวรัส ช่วยป้องกันอาการแพ้ ป้องกันการแข็งตัวของเลือด ป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นในหลอดเลือด และป้องกันหลอดเลือดเลี้ยงสมองอุดตันได้ การรับประทานผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยเควอซิทินในปริมาณสูงมีส่วนสัมพันธ์กับการทำงานของหัวใจที่ดี จากการศึกษาจำนวนมากพบว่า เควอซิทินถือว่าเป็นไฟโตนิวเทรียนท์ที่ปกป้องหลอดเลือด (vasoprotective) และช่วยในการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ ช่วยให้ระบบการไหลเวียนและการทำงานหัวใจดีขึ้น

  • การได้รับฟลาโวนอลและฟลาโวนในระดับที่สูง ( มากกว่า 30 มิลลิกรัมต่อวัน ) จะช่วยลดความเสี่ยงของ การเกิดโรคลมชักในระยะแรกในผู้ป่วยสูงอายุได้สองในสามส่วน เควอซิทิน คือ ฟลาโวนอยด์ที่สำคัญในอาหารที่ทำการศึกษาในครั้งนี้
  • เควอซิทินมีคุณสมบัติในการป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดและปกป้องหลอดเลือด และลดการเป็นพิษต่อเซลล์ไขมันแอลดีแอล (LDL) จากการทดลองในหลอดทดลอง ซึ่งถือว่าเป็นกลไกที่สำคัญที่จะช่วยในการทำงานของหลอดเลือด หัวใจและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เควอซิทินกับบทบาทสำคัญในการต่อต้านเซลล์มะเร็ง
  • เควอซิทินทำให้เกิดการยับยั้งวงจรชีวิตเซลล์ หยุดการขยายตัวของเซลล์ และรวมถึงการทำให้เกิดอะพ็อพโทซิส (apoptosis) หรือการตายของเซลล์ในการเจริญเติบโตของเซลล์เต้านมที่ผิดปกติได้
  • เควอซิทินได้รับการพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นตัวนำการตาย ของเซลล์ในเซลล์เนื้องอกลำไส้ รวมทั้งยังช่วยยับยั้งฟอสโฟริลเลชั่น (phosphorylation) ของกลุ่มเซลล์ที่ได้รับสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอก และลดทางการเจริญเติบโตในเซลล์เนื้องอกชนิดนี้

กรดเอลลาจิก (Ellagic Acid)

กรดเอลลาจิกอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกทำลายดีเอ็นเอของเซลล์บางชนิด

  • กรดเอลลาจิกช่วยลดการทำลายดีเอ็นเอที่จะทำให้ เกิดโรคเรื้อรังทำให้เกิดภาวะแก่ขึ้น (Ageing) และเป็นโรคมะเร็ง
  • กรดเอลลาจิกจะยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์บางชนิด เช่น เอ็น – อะซิติลทรานเฟอเรส ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยน แปลงโครงสร้างดีเอ็นเอในเนื้องอกในกระเพาะ ปัสสาวะของมนุษย์ กรดเอลลาจิกในปริมาณที่มากขึ้นจะยับยั้ง การทำงานของเอ็นไซม์ในขอบเขตที่มากขึ้นได้
  • เมื่อเซลล์กลายเป็นมะเร็ง กรดเอลลาจิกอาจจะสามารถหยุดการขยายตัวของเซลล์ กรดเอลลาจิกช่วยยับยั้ง การแบ่งเซลล์ในเซลล์มะเร็งปากมดลูก และยังช่วย ป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้

เฮสเพอริดิน (Hesperidin)

เฮสเพอริดินช่วยเสริมสร้างสุขภาพหัวใจและเส้นเลือดดำ

  • เฮสเพอริดินมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสุขภาพของ เส้นเลือดดำ โดยเฉพาะการลดการซึมผ่านและความ อ่อนแอของเส้นเลือดดำ โดยเฉพาะโรคที่สัมพันธ์กับ การเพิ่มการซึมผ่านเส้นเลือด เช่น ริดสีดวงทวาร ลักปิดลักเปิด แผลเน่าเปื่อยพุพอง แผลถลอก
  • การขาดเฮสเพอริดินจะเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของ เส้นเลือดฝอย ความอ่อนเพลีย และตะคริวที่ขาในเวลา กลางคืน การเสริมเฮสเพอริดินจะช่วยลดอาการบวมน้ำ หรือการบวมเนื่องจากการสะสมของของเหลว โดยสาร เฮสเพอริดินจะทำงานดีที่สุดเมื่อมีวิตามินซีร่วมด้วย
  • เฮสเพอริดินที่รวมกับฟลาโวนอยด์จากผลไม้จำพวกส้ม เช่น ไดออสมิน (Diosmin) มีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของเส้นเลือดดำขอด ริดสีดวงทวาร ได้โดยการช่วยลดความตึงและความยืดหยุ่นของเส้นเลือดดำ และช่วยลดการซึมผ่านของเส้นเลือดจึงสามารถลดอาการบวมน้ำได้
  • เฮสเพอริดินอาจจะลดระดับพลาสมาคอเลสเตอรอล
  • คนที่สามารถดื่มน้ำส้มได้ 3 แก้วต่อวัน จะเพิ่มระดับไขมัน ชนิดดี (HDL) ได้ถึง 21% และลดระดับคอเลสเตอ-รอลและไตรกลีเซอไรด์

สารลูทีน (Lutein)

ลูทีนเป็นแคโรทีนอยด์สีเหลืองซึ่งมีส่วนอย่างมากในการต่อต้านสารต้านอนุมูลอิสระ ลูทีนพบได้ทั่วไปในผักใบเขียวและมีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตา โมเลกุลของลูทีนพบในปริมาณสูงในจุดของดวงตา โดยเฉพาะพื้นที่ของเรตินาที่เกี่ยวกับการรับภาพ ซึ่งจะช่วยในการดูดซับแสงสีน้ำเงินในแถบสีการมองเห็นและช่วยปกป้องการทำลายของคลื่นสั้นที่มีต่อเยื่อบุผิวเรตินาจากการศึกษา พบว่า ระดับลูทีน 2.0 – 6.9 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยป้องกันความเสื่อมของจุดด่างในดวงตาได้

สารลูทีนจะช่วยสร้างสารต้านอนุมูลอิสระในการป้องกันเยื่อแก้วตา (retina)

  • การรับประทานแคโรทีนอยด์ในปริมาณที่สูงที่สุดจะมี อัตราเสี่ยงต่ำกว่า 43% สำหรับภาวะการเสื่อมของจอประสาทตาตามอายุอย่างเฉียบพลันของจอประสาทตา เมื่อเปรียบเทียบการรับประทานในปริมาณที่ต่ำที่สุด จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างจำนวน 876 คนซึ่งมีอายุ ระหว่าง 55-80 ปี การได้รับลูทีนและซีซานทีน ในอัตราสูงจะช่วยลดความเสี่ยงของจอประสาทตาเสื่อมอย่างเฉียบพลันตามอายุได้
  • จากการศึกษาคนไข้จำนวน 421 คน แสดงให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับลูทีนและซีซานทีนในระดับสูงที่สุดจะมีส่วน สำคัญต่อการลดระดับอัตราเสี่ยงของความเสื่อมของดวงตาตามอายุได้
  • จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า หญิงและชายที่ได้รับ ลูทีนในระดับสูงที่สุดจะเป็นต้อกระจกในอัตราที่ต่ำกว่า ผู้ที่ไม่รับประทานลูทีนจากผักและผลไม้เละสารลูทีนอาจช่วยป้องกันมะเร็งปอด มะเร็งสำไส้ และมะเร็งเต้านม พบว่าการรับประทานสารลูทีน ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ในทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และการลดอัตราเสี่ยงที่สำคัญที่สุดคือการตรวจพบการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ระยะเริ่มแรก การรับประทานผักที่อุดมไปด้วยแคโรทีนอยด์ ซึ่งประกอบด้วยลูทีนในปริมาณสูงจะมีความสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านมที่ลดลง โดยเฉพาะสำหรับสตรีที่มีประวัติว่ามีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งเต้านม

ไลโคปีน (Lycopene)

ไลโคปีนช่วยลดอัตราเสี่ยงการเป็นมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก

  • ผู้เข้ารับการทดสอบที่รับประทานมะเขือเทศในปริมาณสูงที่สุด 10 ครั้งต่อสัปดาห์ มีอัตราเสี่ยง ในการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากต่ำกว่าเมื่อเปรียบ เทียบกับผู้ที่รับประทานน้อยกว่า 1.5 ครั้งต่อสัปดาห์
  • การรับประทานมะเขือเทศในอัตราสูงจะช่วยลดอัตราการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากทุกประเภท ได้ถึง 35% และลดความรุนแรงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก 53%
    สารสกัดจากมะเขือเทศที่ประกอบด้วยไลโคปีน 30 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยลดการเจริญเติบโตของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในคนไข้ภายหลังจากการรักษา โรคมาแล้ว 3 สัปดาห์
  • ไลโคปีนอาจจะมีส่วนสำคัญในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก โดยจะลดการเกิดเนื้องอกและยับยั้งการพัฒนา วงจรชีวิตของเซลล์ในช่วงต้นของการเกิดเซลล์มะเร็ง (ระยะ G1) ไลโคปีนอาจช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
  • บุคคลที่มีสารสกัดพลาสมาไลโคปีนที่สูงที่สุดจะมี เปอร์เซ็นต์ของการเกิดการหนาตัวของหลอดเลือด IMT (intima-mediated thickness) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ของโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดระยะเริ่มต้นได้ต่ำสุด ถึง 90% ดังนั้น การได้รับไลโคปีนในปริมาณที่สูงอาจช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
  • การรับประทานไลโคปีนสามารถอัตราเสี่ยงของการ เป็นกล้ามเนื้อหัวใจอุดตันต่ำกว่า 60% สำหรับบุคคลที่ มีสารสกัดไลโคปีนสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่มีสารสกัดไลโคปีนต่ำสุดไลโคปีนอาจจะลดความรุนแรงของการเผาไหม้ของผิวหนังจากแสงอาทิตย์
  • บุคคลที่รับประทานมะเขือเทศบด 40 กรัมต่อวัน ได้รับสารไลโคปีน 16 กรัมต่อวัน จะมีอัตราของอาการ เผาไหม้ของผิวหนังจากแสงอาทิตย์ลดลง 40% หลัง จากรับประทานมะเขือเทศติดต่อกันนาน 10 สัปดาห์

ข้อมูล สารพฤกษเคมีในผลไม้ 5 สี

สารพฤกษเคมีไม่ใช่สารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่จาการวิจัยพบว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก เช่น ช่วยป้องกันโรค และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังต่าง ๆ รวมถึงการต่อต้านโรคร้าย การบริโภคผลไม้ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารพฤกษเคมีจากผลไม้เพียงพอควรรับทานทั้งผักและผลไม้ที่หลากหลายชนิดและหลายสี คนไทยส่วนมากรับประทานผักและผลในแต่ละวัน ไม่เพียงพอต่อการนำสารพฤกษเคมีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ จึงอาจจะมีสารต้านอนุมูลอิสระในระดับต่ำ การบริโภคผักและผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมต่อวัน จะช่วยให้ประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้

ผลไม้มีมากมายหลายชนิดให้เลือกรับประทาน สารพฤกษเคมีที่สามารถแบ่งตามลักษณะสีผลไม้นั้นๆ จะเห็นถึงคุณค่าและประโยชน์มากมายมหาศาล ผลไม้หลายประเภทให้ “สารพฤกษเคมี (Phytochemicals)” สารเคมีกลุ่มนี้เป็นสารที่ทำให้พืชผักผลไม้ชนิดนั้นๆ มีสี กลิ่นหรือรสชาติที่เป็นลักษณะเฉพาะตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สี ของผักและผลไม้ มีฤทธิ์ทางชีวภาพ ที่มีส่วนช่วยในการต่อต้านหรือป้องกันโรคบางชนิด โดยกลุ่มผลไม้แบ่งได้ 5 สี ที่ให้สารพฤกษเคมีเพื่อช่วยส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้แตกต่างกัน

เมื่อทราบว่าผลไม้มีสารพฤกษเคมีจากผลไม้ 5 สี มีประโชนย์อย่างไรต่อร่างกายแล้ว ได้เวลาดูแลสุขภาพของตัวเองเสียแต่เนิ่นๆ จะช่วยชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆของร่างกายด้วยการรับประทานอาหารให้หลากหลายครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายของเราได้รับสารอาหารต่างๆ เพียงพอต่อความต้องการ นอกจากนี้การรับประทานผลไม้บางชนิดที่มีสารพฤกษเคมีหรือไฟโตนิวเทรียนท์ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ อาทิ แอนโธไซยานิน ไฮดรอกซีไทโรซอล กรดไฮดรอกซีซินนามิกและอื่นๆ จากผลไม้บางชนิด เช่นบิลเบอร์รี่ แบคเคอร์แรนต์ อาซาอิเบอร์รี่ เอลเดอร์เบอร์รี่ มะกอกและพรุน เป็นต้น มีงานศึกษาวิจัยถึงผลของสารพฤกษเคมีที่มีต่อสุขภาพออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราเข้าใจกลไกการทำงานของสารพฤกษเคมีและประโยชน์ผลไม้มากขึ้น

 

ที่มาข้อมูล: เว็บไซต์สารานุกรมเสรี วิกิพีเดียไทย

Leave a Comment

Your email address will not be published.

0

TOP

X